เกาะ Poveglia เป็นเกาะเล็ก ๆ เกาะหนึ่งซึ่งอยู่ในทะเลสาบ Venetian ทะเลสาบเดียวกับที่ Venice ตั้งอยู่
 
ชื่อของเกาะนี้ปรากฏขึ้นในหน้าประวัติศาสตร์ครั้งแรกเมื่อประชากรจาก Pauda และ Este หนีจากการรุกรานของชาวบาร์บาเรี่ยนมาที่เกาะนี้
 
แต่ทว่า... นั่นไม่ใช่จุดที่สำคัญที่เกาะนี้มีชื่อเสีย(ง) มากในหมู่นักล่าผี
 
ในช่วงที่กาฬโรคระบาดในยุโรป (Black Death) นั้นผู้ติดเชื้อกาฬโรคถูกส่งมากักกันที่เกาะแห่งนี้
 
 
หน้ากากของหมอและบาทหลวงที่ใช้ใส่ในช่วงระหว่างกาฬโรคระบาด ซึ่งผู้ติดเชื้อจะต้องนั่งเรือมากับหมอที่ใส่หน้ากากนี้ โดยที่ส่วนจมูกจะใส่สมุนไพรไว้เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
(แน่นอนว่าไม่ได้ผล)
 
 
ในช่วงแรกนั้นผู้ที่เสียชีวิตจะถูกเผาและฝัง ตามขั้นตอนปกติ แต่เมื่อจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงเปลี่ยนเป็นการเผาเพียงอย่างเดียวและปล่อยซากที่เหลือของผู้เสียชีวิตถูกทิ้งไว้อย่างนั้น ที่ Burning Ground และ Plague Field
 
 
 
บน: แสดงตำแหน่งต่าง ๆ บนเกาะ
ล่าง: ซากโครงกระดูกผู้ติดเชื้อกาฬโรคบางส่วนที่ขุดเจอบริเวณสถานกักกันโรค
 
ว่ากันว่ามีผู้เสียชีวิตจากกาฬโรคบนเกาะนี้เป็นจำนวนกว่า 160,000 คน
 
ต่อมาเกาะนี้ยังถูกใช้เป็นสถานที่ตรวจสุขภาพคนที่จะเข้าไปในเวนิซ และยังคงถูกใช้เป็นสถานที่กักกันผู้ต้องสงสัยว่าจะเป็นโรคติดต่ออยู่เรื่อยมา
 
แต่ถ้าหากนั่นยังสยองไม่พอ ในปี 1922 อาคารที่เคยใช้เป็นศูนย์ตรวจสุขภาพนั้น ได้ถูกเปลี่ยนเป็นโรงพยาบาลสำหรับผู้มีอาการทางประสาท
 
 
ซึ่งการรักษาผู้ป่วยทางจิตในสมัยนั้น ก็เป็นที่รู้กันดีว่าเต็มไปด้วยวิธีที่โหดร้ายต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเจาะกะโหลกทางเบ้าตา การจับผู้ป่วยกดน้ำ เครื่องมือที่ใช้ในการรักษาอาการป่วยทางจิต ไม่ว่าจะเป็น ค้อน สว่าน ลิ่ม ก็ยังคงมีหลงเหลือให้เห็นอยู่บนเกาะนี้ในปัจจุบัน
 
ว่ากันว่ามีผู้ป่วยทางจิตประมาณ 5,000 คน ที่เสียงชีวิตและถูกฝังในเกาะนี้ เช่นกัน
 
 

เรื่องเล่า
 
มีเรื่องเล่าต่าง ๆ มากมายเกี่ยวกับเกาะนี้ หนึ่งในเรื่องเล่าที่รู้จักกันมากที่สุดเรื่องหนึ่งคือ ในช่วงที่เกาะนี้นั้นได้เป็นโรงพยาบาลสำหรับผู้ป่วยทางจิตนั้น ได้มีผู้ป่วยรายหนึ่ง (บ้างก็ว่าเป็นหมอคนหนึ่งที่ทำการทดลองอย่างร้ายกาจกับคนไข้จนไปกระตุ้นความเจ็บแค้นของวิญญาณบนเกาะนั้น) ขึ้นไปบนหอระฆังและกระโดด หรือถูกเหวี่ยงลงมา แต่จากปากคำของผู้เห็นเหตุการณ์ คนผู้นั้นไม่ได้ตายเพราะตกจากหอระฆัง แต่ในขณะที่เขานอนเจ็บอยู่บนพื้นนั้นเอง ได้มีหมอกสีขาวปรากฏขึ้น และบีบคอคนผู้นั้นจนตาย หอระฆังนั้นถูกปิดลงแต่ยังมีผู้คนได้ยินเสียงระฆังดังอยู่บอยครั้งในเวลาค่ำคืน แม้กระทั่งในปัจจุบัน
 
หอระฆัง
 
หลังจากโรงพยาบาลได้ปิดตัวลงใน ปี 1968 ช่วงเวลาหนึ่งเกาะนี้ตกเป็นของรัฐบาล แต่ต่อมาได้มี กลุ่มคนกลุ่มสุดท้่ายซึ่งพยายามอยู่อาศัยบนเกาะนี้ โดยครอบครัวนี้ได้ซื้อเกาะนี้มาเพื่อตั้งใจว่าจะสร้างบ้านพักตากอากาศบนเกาะ แต่ท้ายที่สุดครอบครัวนั้นก็ออกไปจากเกาะทันทีตั้งแต่คืนแรกที่อยู่บนเกาะ โดยปฏิเสธที่จะให้ความเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นในคืนนั้น สิ่งที่หลงเหลือจากคืนนั้นมีเพียงสิ่งเดียวคือ คนลูกสาวมีแผลใบหน้าฉีกขาดและต้องเย็บถึง 14 เข็ม
 
อีกเรื่องหนึ่งคือ ซากศพที่พบบนเกาะนั้นจากการสำรวจโดยนักโบราณคดีค้นพบว่า มีบางส่วนที่ไม่ได้เสียชีวิตจากกาฬโรค แต่คาดว่าเสียงชีวิตจากการต้องสงสัยว่าเป็นแวมไพร์ เนื่องจากบางโครงกระดูกนั้นยังอยู่ในสภาพที่คาบก้อนอิฐอยู่ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในศพที่ต้องสงสัยว่าจะเป็นแวมไพร์ โดยเชื่่อว่าวิธีนี้จะทำให้แวมไพร์นั้นหิวตาย
 
 
 
 
ในปัจจุบันเกาะนี้ถูกปิดตายและทิ้งร้าง หากจะเข้าไปในเกาะต้องทำหนังสือขอความยินยอมจากรัฐบาลอิตาลีก่อน ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นรายการท้าพิสูจน์เรื่องลึกลับต่าง ๆ และเหล่านักชีววิทยา เนื่องจากระบบนิเวศน์บนเกาะนั้นปราศจากการรบกวนจากมนุษย์โดยสิ้นเชิง
 
 
 
 
โดยส่วนตัวเรารู้จักที่นี่จากรายการ Ghost Adventures
 
 
 
 
พาทัวร์
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ที่มา::
 
* ลิ้งก์ที่มีรูปภาพเยอะ
 
 
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet

หน้ากากปากนกนี่เหมืิิอนเคยเห็นในตูนสักอย่าง หนังสยองก็น่าจะมี พึ่งรู้ที่มาที่ไปsad smile
เกาะนี้มันน่ากลัวเกิน ภาพสุดท้ายนึกถึงคำชะโนดไงไม่รู้แฮะ (เกี่ยว?)
ขอบคุณนะคะที่ไปหาข้อมูลมาให้อ่านbig smile

#2 By เกี่ยว on 2012-12-15 00:05

มันน่ากลัวจนขนลุกจริงๆแฮะ ...
มากลัวมากสุดก็ตรงที่ครอบครัวที่ออกมาพร้อมลูกที่ได้แผล แผลอัันนั้นมา Orz
เกาะร้างๆ กับสิ่งปลูกสร้างมีประวัติ
กลางวันฟีล Battle Royale แต่กลางคืนนี่ไม่ไหว 5555 ฟุ้งซ่านแน่ๆ 
หรือบางทีมันอาจจะน่ากลัวที่สุดตอนช่วงทไวไลท์ ....

#1 By Pupu Meteor on 2012-12-14 01:04